บียาร์เรอัล : ทีมจากเมืองเล็กๆ ได้สถาปนาตัวเองเป็นทีมใหญ่ใน ลาลีกา ได้อย่างไร

บียาร์เรอัล มีโปรแกรมเปิดบ้านรับ บาร์เซโลน่า ในวันอาทิตย์ด้วยความหวังว่าจะสานต่อทั้งผลงานอันยอดเยี่ยมในระยะหลัง และสิ่งที่สโมสรทำมาโดยตลอด นั่นคือการประสบความสำเร็จในการแบกน้ำหนักชกข้ามรุ่น

ขุนพลของ ฆาเบียร์ กาเยฆา ถือเป็นหนึ่งในทีมที่เล่นได้เข้าฟอร์มที่สุดนับตั้งแต่ ลาลีกา กลับมาหวดกันอีกครั้งหลังหยุดพักเพราะโควิด-19 ด้วยชัยชนะครั้งสำคัญเหนือทีมอย่าง บาเลนเซีย ที่ทำให้พวกเขาขยับอันดับขึ้นมาลุ้นไปแข่งขัน แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

สโมสรแบบอย่างแห่งนี้มาจากเมืองบียาร์เรอัลที่มีประชากรเพียง 50,000 คน ตั้งอยู่ห่างจากบาเลนเซียไปทางเหนือ 60 กิโลเมตร ในจังหวัดกัสเตญอน พวกเขามีการปรับตัวเป็นอย่างดีกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่ทีมต่างๆ ใน ลาลีกา ต้องลงเล่น นี่ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรนัก เพราะนี่คือสิ่งที่มาจากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของเจ้าของและประธานสโมสรคนปัจจุบันอย่าง เฟร์นานโด โรอิก

บียาร์เรอัล ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1923 โดยผ่านการแข่งขันระดับกึ่งอาชีพในสเปนมาแล้ว 6 ทศวรรษ พวกเขาก้าวย่างช้าๆ และก็ผงาดขึ้นมาเล่นใน ลาลีกา ซานตานเดร์ เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1998 การตัดสินใจที่ชาญฉลาดทั้งในสนามและนอกสนามทำให้พวกเขาสถาปนาตัวเองเป็นผู้แข่งขันที่จริงจังในระดับท็อป

ปี 2002 พวกเขาได้ไปเล่นในเวทียุโรป และจากนั้น 2 ปีต่อมา ทางสโมสรก็ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ ในฤดูกาล 2005/06 พวกเขาเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อินเตอร์ มิลาน กรุยทางเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะไปพ่ายต่อ อาร์เซน่อล เพียงแค่การดวลจุดโทษในรอบ 4 ทีมสุดท้ายเท่านั้น

ในสมัยที่ มานูเอล เปเญกรินี่ โค้ชชาวชิลีเข้ามารับตำแหน่ง ลูกทีมจากอเมริกาใต้ด้วยกันอย่าง ฮวน โรมัน ริเกลเม่, ดิเอโก้ ฟอร์ลัน (ดาวซัลโวสูงสุด ลาลีกา เมื่อฤดูกาล 2004/05) และ ฮวน ปาโบล โซริน เจิดจรัสสุดๆ ในทีมที่ประสานงานกันได้อย่างลงตัว นักเตะคนอื่นๆ ก็สร้างผลงานสุดยิ่งใหญ่ได้ด้วยเช่นกันในตอนนั้น รวมถึงความสำเร็จของทีมชาติสเปนใน ยูโร 2008 ที่มีมิดฟิลด์อย่าง มาร์กอส เซนน่า ร่วมทัพอยู่ด้วย ขณะที่กองหน้าทีมชาติสหรัฐอเมริกาอย่าง โจซี่ อัลติดอร์ และกองหน้าชาวอิตาเลียน จูเซ็ปเป้ รอสซี่ ก็ถือเป็นความสำเร็จในตลาดซื้อขายของทางสโมสร และพวกเขาก็จบฤดูกาลสูงที่สุดใน ลาลีกา ซานตานเดร์ ด้วยอันดับ 2 เมื่อฤดูกาล 2007/08

ฉายา ‘เยลโลว์ ซับมารีน’ ของทีมนั้นเริ่มต้นมาจากยุค 1960 เมื่อแฟนๆ ได้ปรับเนื้อหาของเพลงจากวง เดอะ บีเทิลส์ มาใช้เป็นเพลงเชียร์ มัสคอตของทีมอย่าง ‘โกรเก็ต’ ก็ได้รับชื่อนี้มาจากกล่องส่องเหนือผิวน้ำที่โผล่ขึ้นมาบนหัว อย่างไรก็ตามทางทีมนั้นก็ไม่ได้ออกทะเลกันด้วยความราบรื่นไปตลอด พวกเขาเคยตกชั้นมาแล้วเมื่อฤดูกาล 2011/12 พวกเขาฟื้นคืนชีพได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่ฤดูกาลเดียวหลังจากนั้น และก็กลับมาผ่านเข้าถึงรอบตัดเชือก ยูโรปา ลีก ได้อีกครั้งเมื่อฤดูกาล 2015/16 ในช่วงที่ มาร์เซลิโน่ การ์เซีย โตรัล เป็นโค้ช

นักเตะผู้เป็นที่รักที่สุดของ บียาร์เรอัล ในตอนนี้ก็คือ ซานตี้ กาซอร์ล่า เจ้าของแชมป์ ยูโร ร่วมกับทีมชาติสเปนเมื่อปี 2008 และ 2012 อีกทั้งยังเป็นตำนานของ อาร์เซน่อล โดย กาซอร์ล่า ได้ย้ายกลับมายังสโมสรแรกของเขาเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังต้องพักฟื้นมาอย่างยาวนานด้วยอาการบาดเจ็บหัวเข่าที่สาหัสเอามากๆ และมาตอนนี้เขาก็ซัดประตูไปแล้ว 8 ลูก และทำแอสซิสต์อีก 8 ครั้งในศึก ลาลีกา ขณะที่ประสบการณ์และรอยยิ้มของเขาก็เป็นแรงบันดาลใจชั้นดีต่อรุ่นน้องร่วมทีมของเขาอย่างเช่น ซามูเอล ชุกวูเซ่, เปา ตอร์เรส และ ชาบี กินติญ่า

สนามเหย้าของทีมเพิ่งได้เปลี่ยนชื่อใหม่จาก เอล มาดริกัล มาเป็น เอสตาดิโอ เด ลา เซรามิก้า เมื่อเดือนมกราคม 2017 หลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนให้มาเป็นสนามความจุ 25,000 ที่นั่ง เพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงอุตสาหกรรมสำคัญของท้องถิ่น ความสำเร็จทั้งในสนามและนอกสนามของพวกเขาได้กลายมาเป็นแบบอย่างให้กับสโมสรเล็กอื่นๆ ในการพาตัวเองไปสู่ระดับท็อป อย่างตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็คือ เออิบาร์, เลกาเนส และ เคตาเฟ่

การมาเยือนสนามแห่งนี้ครั้งล่าสุดของ บาร์ซ่า เป็นผลเสมอ 4-4 ในเกมที่ตื่นเต้นที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ระยะหลังของ ลาลีกา หากว่า บียาร์เรอัล ได้รับผลการแข่งขันที่ดีอีกครั้งในวันอาทิตย์นี้ มันก็จะทำให้พวกเขาได้ก้าวย่างครั้งใหญ่เพื่อเปิดทางสู่การแข่งขัน แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า และจะเป็นผลตอบแทนอีกครั้งสำหรับการทำงานอันยอดเยี่ยมของพวกเขาทั้งในสนามและนอกสนามตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

© 2020 sport news & lifestyle | Theme: Storto by CrestaProject WordPress Themes.